ASUS RADEON R9 270X Direct CU II TOP 2GB เร็ว เงียบ เย็น

ASUS RADEON R9 270X Direct CU II TOP 2GB เร็ว เงียบ เย็น

สวัสดีครับ เพื่อนๆ พี่ๆ และสมาชิกชาว HardwareZone ทุกๆท่าน ช่วงเวลานี้เราก็จะพบเจอกับเรื่องราวของกราฟิก

การ์ดหรือการ์ดจอกันบ่อยสักหน่อยนะครับ  เพราะด้วยที่ว่าทาง  AMD    เพิ่งจะมีการเปิดตัวการ์ดจอซีรี่ล่าสุดในรหัส

RADEON R Series กันไปไม่นาน ดังนั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมดาละครับที่จะพบเจอกับการ์ดจอในรุ่นต่างๆและจากผู้

ผลิตรายต่างๆทยอยพาเหรดกันเข้ามา  ให้ทำการทดสอบกัน   ซึ่งวันนี้ทางเราก็มีการ์ดจอในตระกูล  RADEON R9

270 Series จากทาง ASUS มาทดสอบให้ได้รับชมกัน สำหรับการ์ดจอในโมเดลที่จะนำเสนอนี้มีชื่อเต็มๆว่า ASUS

RADEON R9 270X Direct CU II TOP หรือถ้าจะเรียกกันสั้นๆก็คงจะได้ว่า   ASUS RADEON R9 270X ก็คงจะ

เป็นที่เข้าใจกัน  และสำหรับความเป็นมาหรือที่มาที่ไปของการ์ดจอในตระกูล RADEON R Series  จะเป็นอย่างไร

บ้างนั้น  สำหรับคนที่ยังไม่ได้ติดตามหรือยังไม่ทราบกันว่ามันมีที่มายังไง  เหตุใดจึงใช้ชื่อรหัสเป็น  R Series  จาก

เดิมที่เคยคุ้นเคยกับรหัส HD นำหน้าตัวเลข ท่านก็สามารถย้อนกลับไปติดตามเรื่องราวและศึกษาหาข้อมูลของแต่ละ

รุ่นกันได้อีกที และสำหรับท่านที่ได้รับทราบกันไปแล้วว่า AMD RADEON R9 Series มันคืออะไร เป็นมายังไงจาก

นั้นเราก็มาติดตามชมเรื่องราวของ ASUS RADEON R9 270X Direct CU II TOP  ตัวนี้กันเลยนะครับว่ามันนั้นจะมี

ความแรงในระดับใด เทียบเท่ากับ HD 7000 Series ในโมเดลอะไร  และตัวการ์ดเองจะมีความสวยงามน่าสนใจน่า

ใช้งานขนาดไหน เราไปชมกันเลยครับ

ช่วงนี้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาทองของกราฟิกการ์ด จากค่าย AMD เลยละครับ  เพราะบรรดาผู้ผลิตกราฟิกการ์ดที่ไม่เลือก

ข้างก็ได้ทยอยปล่อยกราฟิกการ์ดที่ใช้  Chip Radeon R 200 Series   ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง    ทั้งแบบที่เป็น

ดีไซน์มาตรฐานตามแบบฉบับของ  AMD    และดีไซน์ พิเศษที่มีการปรับปรุงชุดระบายความร้อนใหม่ในสไตล์ของตัว

เอง 

ดูจากลักษณะภายนอกของตัวกราฟิกการ์ดก็จะมีความคล้ายคลึงกันกับการ์ดรุ่นอื่น ๆ  ที่ใช้ชุดระบายความร้อนแบบ

Direct CU II ASUS Radeon R9 270X Direct CU II TOP 2GB ก็เป็นกราฟิกการ์ดอีกหนึ่งรุ่นจาก ASUS ที่มีการ

ปรับแต่งการทำงานของ Chip Radeon R9 270X   ให้มีความเร็วสูงขึ้นเป็นพิเศษ   และมาพร้อมกับชุดระบายความ

ร้อนแบบ Direct CU II ที่เป็นการนำ Chip  กราฟิกให้สัมผัสโดยตรงกับ  ฮีตไปป์ที่ใช้ในการระบายความร้อนช่วยลด

ความร้อนในการทำงานของ Chipกราฟิกได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว โดยทาง ASUS บอกว่าชุดระบายความ

ร้อนนี้จะให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าชุดระบายความร้อนมาตรฐานอยู่ราว  20%   และทำงานได้เงียบกว่าชุดระบายความ

ร้อนแบบมาตรฐานของ AMD ด้วย

  

การระบายความร้อนออกจากกราฟิกการ์ดนอกจากจะเป็นเรื่องของพัดลมระบายความร้อนแล้วตัวฮีตไปป์

นี่แหละที่เป็นตัวจักรสำคัญในการนำพาความร้อนออกมาจากตัว Chip  กราฟิก   และการออกแบบในสไตล์

Direct CU ของ ASUS ก็จะทำให้ตัวฮีตไปป์สัมผัสโดยตรงกับตัว Chipกราฟิก

การทดสอบความร้อนของกราฟิกการ์ด Radeon R9 270X ที่เป็นชุดมาตรฐานจากAMD

ในการทดสอบของเราก็พบว่าการ์ด Radeon R9 270X ที่ใช้ Direct CU II ของ ASUS นี้ก็ทำความเย็นได้ดีและทำ

งานได้เงียบมาก  แม้ในระหว่างการเล่นเกมอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมง   ความเย็นและความเงียบของตัวชุด

ระบายความร้อนนั้นก็ได้มาจากการเลือกใช้อุปกรณ์คุณภาพสูงอย่าง  Super Alloy   และรวมไปถึงการใช้ภาคจ่ายไฟ

แบบ DIGI+ VRM ที่ช่วยลดเรื่องการสูญเสียของการใช้พลังงานซึ่งเป็นการช่วยลดความร้อนไปด้วยนั่นเอง

ตัวชุดระบายความร้อน Direct CU II นั้นก็จะประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นฮีตไปป์ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นไปป์ที่มีขนาดใหญ่

มาก ๆ เมื่อเทียบกับกราฟิกการ์ดในระดับเดียวกัน แล้วก็มีครีบระบายความร้อนที่มีพื้นที่ในการรับลมค่อนข้างมากเพราะ

มีขนาดใหญ่ พร้อมด้วยพัดลมอีกสองตัวที่ช่วยสร้างการไหลเวียนของอากาศอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีประสิทธิภาพในการ

ระบายความร้อนได้ดีแม้เล่นเกมส์ต่อเนื่องยาวนาน

ส่วนพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อกับจอภาพก็มีมาให้ด้วยกันทั้งหมด 4 ช่องเป็น DVI สองช่อง มี HDIM และ DisplayPots มา

อย่างละหนึ่งช่อง

พอร์ตสำหรับต่อจอภาพแบบมาตรฐานของกราฟิกการ์ดรุ่นใหม่ ๆ

สำหรับการใช้พลังงานของกราฟิกการ์ดรุ่นนี้ก็ถือว่าไม่ได้มากมายอะไรครับ เพราะต้องการชุดจ่ายไฟแบบ 6 pin สอง

ชุด เท่านั้น ซึ่งเพาเวอร์ซัพพลายแบบวัตต์เต็ม ๆ ที่ 500 วัตต์ ก็รับมือได้อย่างสบายแล้วละครับ

พอร์ตสำหรับไฟเลี้ยง

ตอนนี้ก็ไปดูสเปคของตัวกราฟิกการ์ดรุ่นนี้กันหน่อยครับ กราฟิกชิป Radeon R9 270X มีจำนวนสตรีมโปรเซสเซอร์

ทั้งหมด 1280 ยูนิต ทำงานที่ความเร็ว 1120MHz ซึ่งความเร็วนี้เป็นการโอเวอร์คล็อกเพิ่มเติมจากความเร็วมาตรฐาน

ของAMD ที่  1050MHz  ส่วนหน่วยความจำที่ใช้เป็นแบบ GDDR5  ที่มีความกว้างของบัส 256 บิต  มีความจุขนาด

2GB  ทำงานที่ความเร็ว 1400MHz  (5600MHz Quad-Rate)  ให้แบนด์วิดของหน่วยความจำที่  179.2  GB/s

การทดสอบ

คงจะพอทราบหรือเข้าใจกันบ้างแล้วนะครับว่า  AMD RADEON R Series  นั้นนอกจากการ์ดในตระกูล   R9  290

Series แล้วในโมเดลถัดลงไปทั้งหมดล้วนแล้วจะเป็นการ์ดในลักษณะที่เรียกกันว่า Rebrand คือจะยังมีการใช้งาน

ชิบกราฟิกจากตระกูล HD 7000 Series แต่ทำการปรับปรุงเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการรองรับ DirectX 11.2, OpenGL

4.3 และรองรับ Mantle API  จากนั้นก็มาดูกันครับว่า  R9 270X  นั้นมันจะเทียบเท่าการ์ดตัวไหนหรือรีแบรนดมาจาก

การ์ดในโมเดลอะไร ซึ่งหากดูจากรหัสพัฒนาของตัว GPU เราก็จะเห็นว่ามันจะยังเป็น Pitcairn เช่นเดียวกันกับ

RADEON HD 7870 และที่สำคัญในส่วนของจำนวน Unifield Shader เองก็ยังคงมีขนาดที่ไม่แตกต่างกันเลย ดัง

นั้นในจุดนี้เบื้องต้นเราก็พอจะทราบได้แล้วนะครับว่า  R9 270X  มันก็คือ  HD 7870 กลายร่างมานั่นเอง โดยในส่วน

ของความแตกต่างก็จะเป็นในเรื่องการรองรับเทคโนโลยีใหม่และความเร็วในการทำงานของทั้ง GPU และ Memory

โดยเบื้องต้นมองกันที่สเปคมาตรฐานจากทาง AMD กันก่อนนะครับ  โดยที่  HD 7870  นั้นในโมเดล  GHz Edition

ความเร็วการทำงานของ GPU จะมีความเร็วที่ 1000MHz ส่วนความเร็วของ Memory ทำงานที่ความเร็ว 4800MHz

effective และเมื่อมันมาประจำการอยู่บน R9 270X ทาง AMD ก็ปรับเพิ่มความเร็วให้ GPU ขยับขึ้นมาทำงานที่ความ

เร็ว 1050MHz  และความเร็วของ  Memory  จะขยับเพิ่มขึ้นมามากหน่อยคือ  5600MHz effective  ทั้งนี้สำหรับอัตรา

ความเร็วและประเภทของแรมรวมทั้ง Bus Bandwidth จะยังคงเดิมคือ GDDR5 ที่ความจุ 2Gและใช้บัสแบนด์วิดท์ที่

256bit

การโอเวอร์คล็อก

การโอเวอร์คล็อกกราฟิกการ์ดรุ่นนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับเพราะทาง ASUS ได้มอบซอฟต์แวร์ GPU Tweak มาให้

ด้วย และก็เช่นเคยครับการโอเวอร์คล็อกกราฟิกการ์ดนั้นก็ต้องกระทำแบบค่อยเป็นค่อยไปขยับความเร็วทีละเล็กที่ละ

น้อยให้ได้ลุ้นกัน และหลังจากลองปรับมาได้สักพักเราก็พบว่าสามารถโอเวอร์คล็อกกราฟิกชิปไปที่ความเร็ว 1240MHz

ก็เพิ่มมาอีกราว 120MHz   จากความเร็วปกติของกราฟิกการ์ด   และเพิ่มมาอีกราว ๆ 240MHz  เมื่อเทียบกับความเร็ว

มาตรฐานของ   AMD  ก็จัดว่ามาได้ไกลเกินความคาดหมายอีกครั้งหนึ่ง  อันนี้ก็เป็นผลที่ได้จากการใช้ชุดระบายความ

ร้อนแบบ Direct CU II โดยแท้ ส่วนหน่วยความจำนั้นปรับได้ไม่มากนักขยับต่อจาก 1400MHz  มาได้ที่  1500MHz

เท่านั้น ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องปกติของหน่วยความจำบนกราฟิกการ์ดซึ่งทำงานด้วยความเร็วที่สูงมากอยู่แล้ว

ในตอนที่เราโอเวอร์คล็อกกราฟิกการ์ดรุ่นนี้เราได้มีการปรับความเร็วของพัดลมให้ทำงานสูงถึง  85%  หรือประมาณ

3200 รอบ แต่ว่าเสียงการทำงานนั้นก็ยังอยู่ในระดับต่ำ    นี่ถ้าทดสอบแบบประกอบลงเคสด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เสียง

เงียบลงไปมากกว่านี้อีกครับ

สรุป

สำหรับกราฟิกการ์ด Radeon R9 270X จาก ASUS เราคิดว่าแฟน ๆ ของ ASUS และ AMD ก็คงจะประทับใจและ

ชื่นชอบการทำงานของกราฟิกการ์ดรุ่นนี้เช่นกันนะครับ ด้วยราคาที่ไม่ถึงหมื่นกับประสิทธิภาพและคุณภาพขนาดนี้

เราคิดว่า ASUS Radeon R9 270X Direct CU II TOP 2GB ก็น่าจะเป็นคำตอบที่ลงตัวสำหรับใครหลาย ๆ คนที่

กำลังมองหากราฟิกการ์ดรุ่นใหม่ที่จะมารองรับเกมใหม่ ๆ ที่ออกมาในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี

จุดเด่น : ประสิทธิภาพดี โอเวอร์คล็อกเพิ่มเติมได้ ระบายความร้อนได้ดี ทำงานได้เงียบ

ข้อสังเกต : หน่วยความจำโอเวอร์คล็อกต่อได้น้อย

คะแนน: 86%.

รีวิวโดย ธนกฤต ศรีมันตะ

 

 

 

The Best Smartphone Camera สมาร์ทโฟนรุ่นไหนสามารถถ่ายภาพได้ดีที่สุด?

 

The Best Smartphone Camera
หนึ่งในห้าสมาร์ทโฟนรุ่นไหนสามารถถ่ายภาพได้ดีที่สุด ?


โดย // ALVIN SOON
ช่างภาพ // VERNON WONG
เรียบเรียง // JIRAPONG JIRASAMPATA

บทความนี้ เราจะนำเสนอเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกล้อง ที่สามารถนำเสนอภาพออกมาได้ดีที่สุด โดยมีการนำสมาร์ทโฟนต่างๆ 5 รุ่นมาเปรียบเทียบกัน ได้แก่ iPhone 5, Samsung Galaxy S4, HTC One, Nokia Lumia 920 และ Sony Xperia Z โดยได้ทำการตรวจสอบทั้งแต่ในแ่ง่ของการออกแบบ รวมไปถึงการทดสอบประสิทธิภาพ จนทำให้ได้สุดยอดสมาร์ทโฟนด้านการถ่ายภาพในที่สุด ไปติดตามกันว่า แต่ละรุ่นนั้น มีรายละเอียดและผลของภาพเป็นอย่างไร รวมถึงโปรแกรมที่เสริมสำหรับการถ่ายภาพด้วยเช่นกัน

BenQ GW2760HS VA LED Monitor-มอนิเตอร์ที่ถนอมสายตาคุณด้วยเทคโนโลยี Flicker-Free


BenQ GW2760HS VA LED Monitor

 

 

เคยมีความรู้สึกรึเปล่าครับว่าเมื่อใช้งานคอมพิวเตอร์ไปนานๆตาจะเริ่มเบลอและล้า ผลมาจากการจ้องจอมอนิเตอร์เป็นเวลานานและเจ้าจอมอนิเตอร์นี่เหละครับที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เราเสียสายตา เราจึงต้องมองหาจอมอนิเตอร์ที่ทำให้เรามองอย่างสบายตาแม้ว่าจะใช้งานไปเป็นเวลานาน และจอมอนิเตอร์ชนิด LED ถือเป็นตัวเลือกที่ดีในตลาดปัจจุบัน เนื่องจากเป็นจอมอนิเตอร์ที่มีสเปคสูงในราคาไม่สูงมาก ผมจึงขอแนะนำเทคโนโลยีใหม่ของการผลิตหน้าจอแสดงผลจากทาง BenQ ในรุ่น GW2760HS ที่เป็น LED Monitor ที่ใช้พาแนลแบบ VA ให้การแสดงผลที่คมชัดกว่าจอมอนิเตอร์ไป พร้อมเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า Flicker-free ที่ทำให้เกิดการกระพริบของหน้าจอที่น้อยมาก ส่งผลให้เราใช้งานได้อย่างสบายตา รวมถึงมีการออกแบบที่บางเฉียบ เหมาะสำหรับวางในห้องนั่งเล่นเพื่อดูหนังหรือการเล่นเกมครับ

Overview & Feature

 

VMWare ซอร์ฟแวร์ที่ช่วยบริหารจัดการภายในองค์กรของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

VMware vCloud Suite: เครื่องมือสร้างระบบ Private Cloud สำหรับองค์กร

เวลาเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรมีเท่ากัน แต่เครื่องมือที่จะช่วยให้องค์กรช่วงชิงความได้เปรียบในเชิงธุรกิจนั้น แตกต่างกัน ปัจจุบันระบบ IT ได้กลายเป็นหัวใจหลักในการทำงานขององค์กรซึ่งผู้ดูแลระบบจะต้องปรับตัวให้รวดเร็วและตามกระแสโลกของธุรกิจให้ทัน VMware vCloud Suite ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาช่วยเปลี่ยนแปลงระบบ Infrastructure ขององค์กร โดย vCloud Suite จะเปลี่ยนระบบ Datacenter แบบเดิมไปสู่ระบบ Virtualize Datacenter อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Server, Storage หรือ Network และยังช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบ Private Cloud ได้อย่างง่ายดายและพร้อมที่จะย้ายข้อมูลขององค์กรขึ้นสู่ Public Cloud ได้ตามต้องการ

VMware vCloud Suite สามารถจัดการทรัพยากรเสมือนขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง IT Admin สามารถกำหนด Resource (CPU, Memory หรือ OS) ให้เหมาะสมกับแต่ละแผนก และผู้ใช้งานในแต่ละแผนกยังสามารถสร้าง Virtual Machine ได้ตามสิทธิที่ตนเองได้รับ ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการงานของแผนก IT มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินธุรกิจให้กับองค์กร สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการทราบว่าแต่ละแผนกมีค่าใช้จ่ายในส่วนของ IT เท่าไหร่ก็สามารถใช้ vCenter Chargeback Manager เพื่อติดตามการใช้งาน Resource และแสดงข้อมูลการใช้งานเมื่อถึงเวลาที่ต้องการได้

VMware vCenter Operation Management Suite (VCOPS)

VCOPS ถูกออกแบบเพื่อระบบ Virtualization โดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยให้ IT Admin สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดย VCOPS จะแสดงผลเป็นสีแทนการแสดงผลเป็นกราฟแบบเดิมที่ดูยุ่งยาก นอกจากนี้ IT Admin ยังสามารถกลับไปตรวจสอบยังจุดเริ่มต้นของปัญหาและแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุดในระยะเวลาอันสั้น ยิ่งกว่านั้น VCOPS ยังมีระบบ Capacity Planner ที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าระบบ Infrastructure ที่มีอยู่นั้นยังมี Resource เพียงพอเพื่อรองรับการใช้งานในองค์กรหรือไม่ ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถลงทุนได้อย่างคุ้มค่า สามารถคาดการณ์ระยะเวลาการใช้งานและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

VMware vFabric Application Director ตอบโจทย์กระแส Mobile Application

หาก Developer ขององค์กรสามารถสร้าง Applicationได้เร็วเท่าไหร่ องค์กรก็จะยิ่งตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น โดย vFabric Application Director จะช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน กล่าวคือ ถ้า Developer ต้องการเขียนโปรแกรม vFabric จะสร้าง Virtual Machine ซึ่งจะติดตั้งระบบปฎิบัติการและเครื่องมือในการเขียนโปรแกรม จากนั้นจัดเก็บเป็น Package ซึ่ง Developer สามารถเรียกใช้จาก Catalogue ได้ทันที นับได้ว่าเป็นการตอบโจทย์สำหรับองค์กรที่ต้องการความรวดเร็วในการสร้าง Application ได้เป็นอย่างมาก และยังมีตัวช่วยที่จะลดระยะเวลาการสร้าง Infrastructure ของทีม Developer ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะ VMware vFabric Application Director จะสร้าง Template เป็น Package ไว้ ดังนั้น ทีม Programmer เพียงแค่คลิกและเลือกแอพพลิเคชันก็สามารถเขียน Code ได้เลย ซึ่งสอดคล้องกับกระแสแอพพลิเคชันสมัยใหม่ที่เน้นหนักไปที่ Mobile Application ที่ยิ่งเขียนได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น

ประสานการทำงานบนระบบคลาว์อย่างลงตัวด้วย VMware vCloud Automation Center

เมื่อองค์กรต้องการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนสร้างระบบก็สามารถเช่าใช้ Resource ต่าง ๆ จาก Public Cloud ได้ แต่ปัญหาที่ตามมาคือการบริหารจัดการระบบ Virtual Machine ที่ต่างเครือข่ายกัน ซึ่ง vCloud Automation Center สามารถบริหารจัดการ Virtaul Machine ทั้งที่เป็น Private Cloud และ Public Cloud ที่มาจากคนละเครือข่ายให้ทำงานร่วมกันได้ เนื่องจากศูนย์กลางระบบ vCloud Automation จะมีลักษณะการใช้งานแบบผู้ใช้บริการตนเอง (Self-service) ดังนั้นผู้ใช้งานสามารถเลือก Virtual Machine หรือ Application ที่ต้องการ แม้จะไม่รู้ว่า Resource นั้นอยู่ที่ใด

เลือกง่ายได้ตามใจ ใช้งานง่ายตามความต้องการด้วย VMware vCloud Director

ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Virtual Machine ได้รวดเร็วและง่ายดายขึ้นผ่านระบบ VMware vCloud Director โดย vCloud Director จะสร้าง Template ของ Virtual Machine ไว้หลาย ๆ แบบ แบ่งตาม CPU, Memory หรือระบบปฎิบัติการ (OS) แล้วนำไปเก็บไว้เป็น Catalogue ผู้ใช้งานเพียงแค่เลือกว่าจะสร้าง Virtual Machine จาก Catalogue ใดเท่านั้น

ระบบเสถียรภาพสูงสุดด้วย VMware vCloud Suite

vCloud Suite รับประกันเรื่อง SLAs (Service Level Agreement) เพราะมีระบบพื้นฐานที่ดีจาก VMware vSphere ซึ่งอุตสาหกรรม IT ให้การยอมรับว่าเป็นผู้นำในเรื่องความเสถียรของระบบ Virtualization ด้วยเหตุนี้ ทุกองค์กรจึงมั่นใจได้ว่าเครื่อง Virtual Machine ที่เป็น Critical Application จะสามารถทำงานได้ถูกต้องและมีความเสถียรที่สุด

หมดกังวลเรื่องข้อมูลสูญหายหรือไม่ปลอดภัยแม้ในยามภัยพิบัติด้วย VMware vCenter Site Recovery Manager

หากเป็น Datacenter แบบเดิม การทำ DR (Disaster Recovery) เป็นการลงทุนอย่างมหาศาลสำหรัองค์กร เพราะต้องจัดหาเครื่อง Server, Storage และระบบ Network ให้เหมือนกับ Primary Site แต่ด้วยระบบ vCloud Suite ที่ทำให้ระบบแบบเดิมกลายเป็น Virtual Datacenter เต็มรูปแบบ ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงในการย้าย Resource ไปมาและด้วยคุณสมบัติพิเศษของ Site Recovery Manager(SRM) จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบสำรองไว้ยัง Public Cloud ได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการสร้าง Disaster Recovery ลงเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ VMware vCloud Suite ยังมาพร้อม 3 แพคเกจที่ให้คุณเลือกใช้ตามความเหมาะสมขององค์กร ได้แก่ vCloud Suite Standard, vCloud Suite Advanced และ vCloud Suite Enterprise
ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติและประสิทธิภาพเหนือชั้นของ VMware vCloud Suite ที่คุ้มค่าและมาพร้อมกับประโยชน์มากมาย จะช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปได้อย่างราบรื่น รวดเร็วและปลอดภัย รู้อย่างนี้แล้วมั่นใจได้เลยว่า แพคเกจเดียวคงไม่พอแน่นอน

Source: The Value System Co.Ltd.
 

Gigabyte Geforce GTX 650 OC คุ้มค่าแบบพอเพียง


Gigabyte Geforce GTX 650 OC – บทนำและคุณสมบัติ

 ต้องยอมรับว่ากราฟิกการ์ดจากทางฝั่ง NVIDIA 600 Series เค้ามาแรงจริงๆ ด้วยสถาปัตยกรรม 28nm ซึ่งเล็กกว่า NVIDIA 500 Series จึงทำให้สามารถบรรจุหน่วยประมวลผลได้จำนวนเยอะขึ้น อีกทั้งประหยัดไฟเอามากๆ ไม่เพียงแต่กราฟิกการ์ดรุ่นไฮเอนด์อย่าง GTX 690, GTX 680, GTX 670 ที่ทั้งแรงและประหยัดไฟแล้ว กราฟิกการ์ดระดับกลางอย่าง GTX 660 Ti, GTX 660 ก็คุมตลาดได้ค่อนข้างนิ่งในปัจจุบัน ซึ่งรุ่นที่ผมจะกล่าวถึงในวันนี้เป็นกราฟิกการ์ดรุ่น Mid-End อีกรุ่นหนึ่งที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ ด้วยราคาค่าตัวที่ไม่แพง แต่ได้ประสิทธิภาพที่เกินตัว และรวมไว้ด้วยเทคโนโลยีที่สดใหม่จาก NVIDIA อีกทั้งประหยัดไฟเป็นอันดับต้นๆของกราฟิกการ์ดชิปเดี่ยวในปัจจุบัน นั่นคือ Gigabyte Geforce GTX 650 นั่นเอง

Specification

Chipset GeForce GTX 650
PCB Form ATX
Core Clock 1110 MHz
(standard : 1058 MHz)
Shader Clock N/A
Memory Clock 5000 MHz
Process Technology 28 nm
Memory Size 1024 MB
Memory Bus 128 bit
Card Bus PCI-E 3.0
Memory Type GDDR5
DirectX 11.1 API
OpenGL 4.2
I/O Dual-link DVI-D*2
HDMI*1
D-Sub*1
Digital max resolution 2560 x 1600
Analog max resolution 2048 x 1536
Multi-view 4
Tools N/A
Card size H= 42mm, L=188 mm, W=131mm
Power requirement 400 W

BENQ RL2450H GAMING MONITOR มอนิเตอร์เกมมิ่งสำหรับนักเล่นเกมตัวจริง

ถ้าพูดถึงเรื่องมอนิเตอร์ หายคนคงจะคิดไปถึงแบรนด์ต่างๆนาๆ แต่ถ้าบอกกล่าวถึงมอนิเตอร์ที่มีความทนทาน คุมค่าใช้ได้ยาวนานและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้วล่ะก็ คงจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่านั่นคือแบรนด์ BenQ ครับ ในครั้งนี้เราก็ได้รับมอนิเตอร์ BenQ RL2450H มาทำการทดสอบครับ ที่พิเศษก็คือ มันเป็นมอนิเตอร์สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะนั่นเอง โดยในซีรี่ย์ XL และ RL ของ BenQ ก็ได้คว้ารางวัลมอนิเตอร์ยอดเยี่ยมจาก Intel Extreme Master Season ติดต่อกันมาถึง 2 ปีแล้ว ด้วยฟีเจอร์ที่มากมายและต่อสนองกับนักเล่นเกมบนจอคอมพิวเตอร์ได้เป็นอย่างดี

การออกแบบดีไซน์ของหน้าจอมอนิเตอร์ที่ดูโดดเด่นและขาตั้งในโทนสีดำตัดกับลายเส้นสีแดงที่สื่อถึงเกมมิ่งได้เป็นอย่างดี BenQ RL2450H นั้นเกิดขึ้นมาจากการรวมทีมพัฒนาที่ได้เกมเมอร์มืออาชีพอย่าง StarTale เพื่อค้นหาสิ่งที่นักเล่นเกมต้องการอย่างแท้จริงที่จะแสดงบนหน้าจอมอนิเตอร์ และได้มีฟีเจอร์ใหม่ๆเกิดขึ้นมาอย่าง Black eQualizer ที่ช่วยเพิ่มมุมมองการเล่นเกมให้กับผู้ใช้ โดยฟีเจอร์นี้ได้ยกระดับการควบคุมและมุมมองทึมที่ยากต่อการมองรายละเอียดภายในบริเวณดังกล่าว ซึ่งฟีเจอร์นี้จะช่วยเพิ่มระดับความสว่างในจุดบริเวณดังกล่าวและยังสังเกตเห็นถึงการตอบสนองของโทนสีในเงาที่ต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อช่วยให้เกมเมอร์ได้สังเกตเห็นได้อย่างง่ายดายขณะกำลังทำคอมโบอย่างสุดมัน

แน่นอนว่าไฮไลท์ของมอนิเตอร์นี้ที่ไม่พอบนมอนิเตอร์ของแบรนด์อื่นแน่นอนก็คือ RTS Mode ที่ทาง BenQ ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ให้กับผู้เล่นเกมแนววางแผนการรบนั่นเองครับ โดยในโหมดนี้ได้มีการจูนประสิทธิภาพการแสดงผลบนซีรี่ย์ RL เพื่อให้ได้รับความคมชัดของภาพและมุมมองที่สบายกับสายตาผู้เล่นมากขึ้น ในโหมดนี้เราสามารถแยกแยะระดับของโทนสีเดียวกันได้อย่างชัดเจนรวมถึงบริเวณที่ในความมืดที่สังเกตถึงสิ่งที่เคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องเพ่งเลย อีกทั้งมันยังมีฟีเจอร์ที่สามารถปรับขนาดหน้าจอแสดงผลได้ถึง 7 แบบ ได้แก่ 17″ (4:3), 19″ (4:3), 19″W (16:10), 21.5″W (16:9), 22″W (16:10), 23″W (16:9) to 24″W (16:9) โดยใช้ Display Mode หรือ Smart Scaling ที่มอบความเป็นอิสระในการปรับแต่งขนาดหน้าจอที่ต้องการด้วยตัวของคุณเอง และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจก็คือ Fast 2ms GTG ที่เป็นค่าการตอบสนองของหน้าจอระดับสูง หมายความว่าภาพ Render ในมอนิเตอร์นี้จะมีความลื่นไหลและไม่เบลอเมื่อเปรียบเทียบกับมอนิเตอร์แบบทั่วไปนั่นเองครับ ฟีเจอร์สุดท้ายที่จะพูดถึงก็คือ ecoFACTS ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อประหยัดการใช้ทรัพยากรการทำงานในส่วนต่างๆของหน้าจอมอนิเตอร์ แน่นอนว่าฟีเจอร์นี้ได้ถูกใช้กับมอนิดเตอร์ในสายการผลิตมอนิเตอร์รุ่นใหม่ของ BenQ ทุกรุ่น เรียกได้ว่าเอาใจคอเกมเมอร์เป็นหลักแล้วยังมีช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ BenQ RL2450H Gaming Monitor นี้ที่ตอบโจทย์กับผู้เล่นเกมได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งถ้าใครได้เห็นราคาในซีรี่ย์ XL มาก่อนแล้ว อาจจะบอกได้เลยว่าซีรี่ย์ RL นี้มีราคาถูกกว่ามากและยังมีฟีเจอร์ที่ใกล้เคียงกันมากอีกด้วย ถ้าคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังมองหาประสิทธิภาพที่คุ้มค่าบนหน้ามอนิเตอร์นี้ล่ะก็ BenQ RL2450H นี้ไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังอย่างแน่นอนครับ และอย่างลืมว่ามันยังมาพร้อมกับการรับประกินถึง 3 ปีเต็มอีกด้วย

SPECIFICATION Display Size: 24”W // Brightness: 250 cd/m2 // Contrast Ratio: 1000:01:00 // Viewing Angle: 170/160 // Pixel Pitch: 0.276 // Resolution: 1920×1080 // Display Color: 16.7million // Aspect Ratio: 16:9 // Output Interface: D-sub/DVI/HDMI/Headphone Jack // Speaker: NO // Microphone: NO // Webcam: NO // Power(Watt): 27W (Energy Star 5.1 test criteria) // Regulation Approvals: TCO 5.1 // Dimension: 435.4×579.3×189.3mm // Weight: 4.77 // Warranty: 3 years